“ฟัลเกา” กลับมาเกิด

 

ราดาเมล ฟัลเกา ชื่อนี้แฟนฟุตบอลน่าจะเริ่มรู้จักเขาในสมัยที่ย้ายเข้ามาค้าแข้งในยุโรปกับเอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังจากโปรตุเกสแล้ว ซึ่งตอนนั้นถือเป็นยุครุ่งเรืองของเอฟซี ปอร์โต้ก็ว่าได้ หลังจากสืบทอดมรดกมาจากโชเซ่ มูรินโญ่ โดยเขาพาทีมดังจากแดนฝอยทองคว้าดับเบิ้ล แชมป์ ทั้งโปรตุกีส ซุเปอร์ ลีก รวมถึงแชมป์ยูโรป้า ลีก ได้ในฤดูกาล 2010-2011 ก่อนจะย้ายสู่ลีกสเปนกับแอตเลติโก มาดริด ในเดือนสิงหาคมปี 2011 ด้วยค่าตัวรวมประมาณ 50 ล้านยูโร

การย้ายสู่แอตเลติโก มาดริด ของ “เอล ติเกร” ที่แปลว่าเสือในภาษาสเปน ราดาเมล ฟัลเกาก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยช่วยทีม “ตราหมี”  ถล่มประตูได้ถึง 70 ประตูจากการลงสนามช่วยทีมไม่ถึง 100 นัดด้วยซ้ำ แถมยังเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ได้ถึงบอลถ้วยได้ถึง 3 รายการ ทั้งโกปา เดล เรย์ ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ รวมไปถึงแชมป์ยูโรป้า ลีก ในปี 2012 อีกด้วย ก่อนที่แอตเลติโก มาดริด จะตกลงขายกองหน้าชาวโคลอมเบียรายนี้ให้กับโมนาโก ที่ช่วงนั้นมีกลุ่มทุนเข้ามาฮุบสโมสรคว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 60 ล้านยูโร ซึ่งฟัลเกาก็เล่นอยู่กับโมนาโกอีก 2 ฤดูกาล ซึ่งเนื่องจากเกิดอาการบาดเจ็บอย่างหนักตลอดการค้าแข้งในถิ่นสต๊าด หลุยส์ เดอ ทำให้ได้ลงสนามไปเพียง 20 นัดเท่านั้น ก่อนที่จะถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืมตัวมาใช้งาน พร้อมออปชั่นซื้อขาดในปลายเดือนสิงหาคมปี 2015 แต่เขาก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ ทำให้จบฤดูกาลทีม “ปีศาจแดง” ก็ไม่ได้ใช้ออปชั่นในการซื้อตัวแต่อย่างใด แถมฤดูกาลต่อมาก็มาล้มเหลวต่อกับเชลซีในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ช่วยทีมทำไปได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น

ก่อนล่าสุดกองหน้าวัย 31 ปี จะกลับมาโชว์ฟอร์มกระฉูดแตกอีกครั้งกับโมนาโกในยุคการคุมทีมของเลโอนาร์โด้ ยาร์ดิม กุนซือชาวโปรตุกีส จนสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีก เอิงมาครองได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และช่วยทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกด้วย แถมฤดูกาลนี้แค่เริ่มต้นมาเพียง 6 นัดเท่านั้นแต่เจ้าพญาเสือผู้นี้กลับซัดช่วยทีมไปแล้วถึง 9 ประตู ซึ่งมาจากการยิงตรงกรอบเพียง 10 ครั้งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความเฉียบขาดที่น่าเหลือเชื่อทีเดียว ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้ทีมจะขายนักเตะตัวหลักออกไปหลายคนก็ตาม แต่ฟอร์มของเขายังดีต่อเนื่องมาจากฤดูกาลที่แล้ว